วันที่ 4 ก.พ.2567 ที่สภ.เมืองอุดรธานี นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ หรือกัน จอมพลัง พร้อมทนายโนบิ นายกฤษดา โลหิตดี นางพิสมัย อายุ 68 ปี บ้านอยู่ ขตเทศบาลนครอุดรธานี สภาพใบหน้าปูดบวมเขียวช้ำ เข้าติดตามความคืบหน้าคดี ถูกลูกสาวและลูกเขยทำร้าย กับ พ.ต.อ.พัฒนวงศ์ จันทร์พล ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี ” กัน จอมพลัง เปิดเผยว่า คุณยายน่าสงสารมาก ให้ที่ดินลูกสาวปลูกบ้าน ยายส่งลูกเขยเรียน ทุกคนถึงฝั่งประสบความสำเร็จ แต่พอลูกสาวทะเลาะมีปากเสียงกับแม่ กลับเรียกลูกเขยมาทำร้ายใจคอทำด้วยอะไรดูสภาพยายยับเยินขนาดนี้ คุณยายจะอายุ 70 ปี ส่วนลูกเขยอายุ 36 ปี ทำไมถึงทำได้ลง คุณยายส่งลูกเขยเรียนด้วย เคยด่าว่า มึงตายจะไม่เผาผี มันเป็นการเนรคุณ

ฝากภรรยาอย่ารักผัวมากไป หรือผัวอย่าเชื่อภรรยามาก คุณยายตัวคนเดียวจะไปอยู่กับใคร พวกคุณทำมาหากินได้ ก็ไม่ใช่เพราะคุณยายหรือ ใครทำอะไรไว้ก็จะได้รับผลกรรมแบบนั้น คำว่ากตัญญูเป็นบันไดขั้นสำคัญ ที่จะส่งให้ไปสู่ความสำเร็จ ถ้าคำว่ากตัญญูทำไม่ได้ ก็จะไปต่อไม่ได้ ” ด้านนางพิสมัย เล่าว่า มีลูก 2 คน ผู้หญิงกับผู้ชาย อาศัยอยู่กับลูกสาว อายุ 35 ปี และอายุ 36 ปี ตนโอนที่ดินให้ลูกสาว นำไปกู้ธนาคารมาสร้างบ้าน ซึ่งลูกสาวมักจะดุด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย เคยไปอยู่กับลูกชายก็โดนไล่ออกจากบ้านมาอยู่กับลูกสาวก็ไล่ออกจากบ้านอีก แต่ตนไม่ยอมไปทำให้ลูกสาวและลูกเขยไม่พอใจคืนวันที่ 31 ม.ค. ขณะที่กำลังนอนเล่นอยู่ ลูกสาวกินเบียร์แล้วเขี้ยงขวดใส่กำแพง ขวดเบียร์แตกแก้วกระเด็นมาถูกเลือดไหล

เลยมีปากเสียงกับลูกสาว แล้วลูกสาวให้ลูกเขยใช้มือตบหน้าหลายครั้ง ต้องโทรหาเพื่อนมาช่วยพาออกจากบ้านไปส่งรพ.และแจ้งตำรวจ และตัดสินใจไปเช่าบ้านอยู่กับเพื่อน ไม่กลับบ้านไปอยู่กับลูกสาว-ลูกเขยอีกและขอดำเนินคดีให้ถึงที่สุด พร้อมขอเรียกมรดกคืน แต่กลัวว่าจะไม่ปลอดภัยจึงร้อง กัน จอมพลัง มาช่วย เหลือ

ขณะที่ พ.ต.อ.พัฒนวงศ์ ระบุ คดีทำร้ายร่างกายคุณยาย จะได้เร่งรัดพนักงานสอบสวนให้สอบปากคำผู้บาดเจ็บและพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ เพื่อรวบรวมพยาน หลักฐาน ก่อนเรียกผู้ก่อเหตุมาแจ้งข้อกล่าวหา ส่วนเรื่องเกรงจะไม่ปลอดภัยจะให้ตำรวจสายตรวจและฝ่ายสืบสวนแวะเวียนไปตรวจที่บ้านเช่า